ความฝันของสุลตาน่า ของ โรเกญา สาขาวัต โฮเซน หรือที่รู้จักกันในนาม เบกัม โรเกญา พยายามฉายภาพอนาคตของวิทยาศาสตร์และสังคมอุดมคติในโลกที่เพศหญิงมีอำนาจที่จะกำหนดความเป็นไปของโลก ที่แตกต่างจากโลกของวิทยาศาสตร์ที่เพศชายเป็นหัวเรือและคัดหางเสือ ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา และชี้ชวนให้เราคิดถึงโลกทางเลือกที่น่าจะเป็นไปได้หากเราเปลี่ยนมุมมองและคุณลักษณะของคนที่มาเป็นผู้นำ
History
คาบูลิวาลลา หรือ พ่อค้าจากคาบูล เป็นเรื่องสั้นคุรุเทพ รพินทรนาถ ฐากูรเขียนขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1892 เรื่องสั้นที่เล่าเรื่องมิตรภาพระหว่างพ่อค้าชาวปาทานและเด็กหญิงชาวบังกาลีเรื่องนี้อยู่ในดวงใจของผู้อ่านทั่วโลกมานานนับร้อยปี จากเรื่องราวน้ำใจเล็กน้อยๆ และความเอื้ออารีของผู้คนในห้วงเวลาขัดสนเมตตากรุณานั้นจะมีพลังส่งผลต่อจิตใจ และเป็นความงดงามที่จะคงอยู่ไปนานแสนนาน โดยเฉพาะในยุคสมัยที่ต้องการพลังสว่างจากเรื่องสั้นเรื่องนี้มากกว่ายุคไหนๆ เช่นนี้
โตบา เตก ซิงห์ ของ ซะอาดัต ฮะซัน มันโตเป็นวรรณกรรมชิ้นแรกๆ พูดถึงเหตุการณ์การแบ่งแยกอินเดียและปากีสถานและยังถือว่าเป็นงานเขียนที่ทรงพลังมากที่สุดชิ้นหนึ่งที่เขียนเกี่ยวกับเหตุการณ์ในครั้งนั้น เรื่องสั้นเรื่องนี้เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์การแบ่งแยกอินเดียและปากีสถานโดยใช้ฉากในโรงพยาบาลบ้าป็นทั้งการเปรียบเปรยและเสียดสีของโศกนาฏกรรมแห่งความวิปลาสครั้งยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ
โดย ดร.บัณฑิต อารอมัน นักวิจัยประจำศูนย์เอเชียใต้ศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี ค.ศ. 2020 คือวาระครบรอบ 100 ปีของการก่อตั้งมหาวิทยาลัยมุสลิมอาลีการ์ (Aligarh Muslim University) นับว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของประเทศอินเดีย มหาวิทยาลัยแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1920 โดย เซอร์ ชัยยิด อะหมัด ข่าน (Sir Syed Ahmad Khan) รัฐบุรุษและนักปฏิวัติมุสลิมคนสำคัญ ช่วงเวลาในขณะนั้นอินเดียยังคงอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ ดังนั้นเมื่อกล่าวถึงการปฏิรูปการศึกษามุสลิมในอินเดีย เซอร์ ชัยยิด อะหมัด ข่าน จึงเป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกระลึกถึงและได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้จุดแสงสว่างแห่งวงการศึกษามุสลิมและเปลี่ยนแปลงสังคมมุสลิมในอินเดียด้วยอาวุธทางปัญญาเซอร์ ชัยยิด อะหมัด ข่าน เกิดเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 1817 ในกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย ครอบครัวสืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์ โมกุล (Mughal) ยศตำแหน่งของเซอร์ ชัยยิด อะหมัด […]
สุนทรพจน์วันที่ 7 มีนาคมชิ้นนี้ถือเป็นคำประกาศเอกราชของบังกลาเทศ และได้รับการยกย่องว่าเป็นสุนทรพจน์ที่บันทึกความทรงจำสำคัญของมนุษยชาติ นอกเหนือจากการปลุกแรงใจให้ประชาชนลุกขึ้นมาพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพของประเทศชาติและตนเองแล้ว ท่านมูญีบุรฺยังได้ให้เค้าโครงที่สำคัญของรัฐในอุดมคติแก่บังกลาเทศและมนุษยชาติ
เมื่อปีคริสตศักราช 1582 สมเด็จพระจักพรรดิอักบัรแห่งราชวงศ์มุฆัลได้ตัดสินใจส่งราชทูต คือ ท่านซัยยิด มูซัฟฟัรและท่านอัลดุลลอฮฺ ข่านให้เดินทางไปยังเมืองโกอาและกรุงลิสบอนพร้อมกับคณะนักบวชเยซูอิต เพื่อถวายพระพรชัยแด่พระเจ้าฟิลิปที่สองแห่งสเปนที่เพิ่งจะได้ขึ้นเถลิงราชเป็นพระเจ้าฟิลิปที่หนึ่งแห่งโปรตุเกส แม้ว่าพระราชสาสน์ฉบับนี้จะไม่ได้มีโอกาสเดินทางไปถึงราชสำนักสเปนและโปรตุเกส แต่เนื้อความของพระราชสาสน์ที่ถูกถ่ายความสู่นานาภาษาในกาลต่อมานั้น ถือเป็นวาทนิพนธ์ชั้นยอดที่แสดงให้เห็นถึงความแยบยลทางการทูตและวิสัยทัศน์กว้างไกลของพระจักรพรรดิแห่งราชวงศ์มุฆัลพระองค์นี้