พ่อค้าจากคาบูล

โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. จิรยุทธ์ สินธุพันธุ์

คณะนิเทศศาสตร์ และ สถาบันเอเชียศึกษา

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ของ รพินทรนาถ ฐากูร

แปลโดย จิรยุทธ์ สินธุพันธุ์

คาบูลิวาลลา หรือ พ่อค้าจากคาบูล เป็นเรื่องสั้นคุรุเทพ รพินทรนาถ ฐากูรเขียนขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1892 เรื่องสั้นที่เล่าเรื่องมิตรภาพระหว่างพ่อค้าชาวปาทานและเด็กหญิงชาวบังกาลีเรื่องนี้อยู่ในดวงใจของผู้อ่านทั่วโลกมานานนับร้อยปี ความนิยมในเรื่องสั้นเรื่องนี้เห็นได้จากการที่มันได้ถูกพิมพ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถูกดัดแปลงเป็นละครและภาพยนตร์มานับครั้งไม่ถ้วน รวมถึงการที่มันได้ถูกถ่ายทอดเป็นภาษาต่างๆ มาแล้วมากมายหลายสิบภาษา

ในสายตาของนักวรรณกรรมวิจารณ์ยุคปัจจุบัน เรื่องสั้นเรื่องนี้อาจจะดูล้าสมัย เต็มไปด้วยภาพเหมารวม และมีเนื้อหาบางอย่างที่ชวนน่าขนลุก แต่นั่นก็เป็นการดึงเรื่องสั้นเรื่องนี้ออกจากบริบทที่มันถูกเขียนขึ้นและใช้กรอบความคิดของคนต่างยุคมาครอบจนเบี่ยงออกจากประเด็นที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อความ

ในมุมมองของผู้แปล เรากำลังอยู่ในยุคสมัยที่ต้องการพลังสว่างจากเรื่องสั้นเรื่องนี้มากกว่ายุคไหนๆ โลกมนุษย์เรานั้นอาจดูเหมือนว่าจะเต็มไปด้วยเรื่องร้ายๆ แต่น้ำใจเล็กน้อยๆ และความเอื้ออารีของผู้คนในห้วงเวลาขัดสนเมตตากรุณานั้นจะมีพลังส่งผลต่อจิตใจ และเป็นความงดงามที่จะคงอยู่ไปนานแสนนาน

কাবুলিওয়ালা – คาบูลิวาลลา – พ่อค้าจากคาบูล

มินิ ลูกสาววัยห้าขวบของข้าพเจ้าเป็นเด็กช่างจำนรรจา ตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคยเห็นเธอจะอยู่เงียบ ๆ ได้แม้ชั่วอึดใจ เป็นเรื่องให้แม่ของเธอหงุดหงิดและอยากที่จะให้เธอหยุดจ้อบ้าง แต่ข้าพเจ้ากลับเห็นว่าไม่เป็นอะไร ความเงียบนั้นไม่ใช่ธรรมชาติของมินิและข้าพเจ้าก็คงจะทนไม่ได้นาน ที่สำคัญบทสนทนาระหว่างเราสองคนมักจะมีชีวิตชีวาเสมอ

ตัวอย่างเช่นในเช้าวันหนึ่ง ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังงุ่นอยู่กับบทที่สิบเจ็ดของนวนิยายเรื่องใหม่ มินิน้อยของข้าพเจ้าก็เดินเข้ามาในห้องโดยไม่ได้รับเชิญ เอามือของเธอวางลงบนมือข้าพเจ้าแล้วพูดขึ้นว่า “พ่อคะ ลุงรามธยาลคนเฝ้าประตูเรียกอีกาว่าอีก๋า แกไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรใช่ไหมคะ?”

ก่อนที่ข้าพเจ้าจะทันได้อธิบายถึงความแตกต่างของภาษาในโลก เธอก็เปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่น “พ่อว่าจริงไหมคะที่เภาลาบอกว่ามีช้างอยู่บนก้อนเมฆ คอยพ่นน้ำจากงวงออกมาเป็นฝน”

แต่ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังนั่งนึกหาคำตอบ เธอก็เปลี่ยนเป็นเรื่องอื่น “พ่อกับแม่เป็นอะไรกันคะ?”

ข้าพเจ้าบ่นพึมพำอยู่ในปาก อยากจะพูดเหลือเกินว่า “ออกไปเล่นกับเภาลาเถอะมินิ พ่อกำลังยุ่ง”

ห้องของข้าพเจ้านั้นอยู่ติดฝั่งถนน มินิหย่อนตัวลงนั่งบนพื้นข้างโต๊ะเขียนหนังสือของข้าพเจ้าแล้วเล่นตบเข่าเป็นจังหวะเบาๆ ข้าพเจ้ากำลังจดจ่อกับบทที่สิบเจ็ดของนวนิยาย ถึงตอนที่ประตาป ซิงห์ดึงเอาตัวกัญชลตานางเอกของเรื่องมาไว้ในอ้อมกอด และกำลังจะพาเธอหนีออกไปทางหน้าต่างชั้นสามของปราสาท ในตอนนั้นเองที่มินิหยุดเล่นแล้ววิ่งตรองไปที่หน้าต่างพร้อมส่งเสียงร้องเรียก “คาบูลิวาลลา คาบูลิวาลลา” 

ที่ข้างล่างนั่นมีคาบูลิวาลลาคนหนึ่งกำลังเดินมาตามถนนอย่างเชื่องช้า เขาสวมเสื้อตัวหลวมสีซอมซ่อและโพกหัวสูงตามแบบฉบับของคนจากดินแดนของเขา มีถุงผ้าสะพายไว้ที่คอห้อยไปข้างหลังและในมือถือกล่องใส่องุ่น

ข้าพเจ้าไม่รู้จริงๆ ว่าในหัวของมินิกำลังคิดอะไรตอนที่เธอส่งเสียงร้องเรียกเขา แต่ในใจของข้าพเจ้านั้นร้องว่า “เสร็จกัน บทที่สิบเจ็ดของฉันไม่จบแน่ๆ”

คาบูลิวาลลาเงยหน้าขึ้นมองตามเสียงร้องเรียกของเด็กน้อย ทันทีที่ทั้งสองสบสายตากัน มินิก็เกิดกลัวขึ้นมาและรีบวิ่งเข้าไปซ่อนตัวข้างใน ด้วยเชื่ออย่างยิ่งว่าในถุงผ้าที่พ่อค้าสะพายมาด้วยนั้นมีเด็กเล็ก ๆ อย่างเธออีกสามสี่คนอยู่ข้างในนั้น

ในตอนนั้นเองที่พ่อค้าเดินตรงมายังประตูบ้านและทักทายข้าพเจ้าด้วยรอยยิ้ม ถึงแม้ว่าสถานการณ์ระหว่างประตาป ซิงห์และกัญชลตากำลังเข้าด้ายเข้าเข็มสักเพียงใด ข้าพเจ้าก็คิดว่าควรจะพักเอาไว้ก่อนและเชิญเขาเข้ามา

คาบูลิวาลลาคนนี่มีชื่อว่า อับดุร ระหมัต ข้าพเจ้าซื้อของจากเขานิดหน่อย แล้วเราก็นั่งลงสนทนากันเกี่ยวกับชีวิตของเขา พวกรัสเซีย พวกอังกฤษ และอีกหลายเรื่อง กระทั่งไปจบที่เรื่องนโยบายพรมแดน

ขณะที่ระหมัตกำลังจะลุกกลับออกไปนั้น เขาก็เอ่ยถามขึ้นว่า “แล้วคุณหนูล่ะครับ หายไปไหน?”

คิดได้ว่ามินิจะต้องขจัดความกลัวและเรื่องไม่จริงนี้ออกไปจากหัว ข้าพเจ้าจึงให้ไปตามตัวเธอออกมา เธอมายืนพิงแอบอยู่ข้างหลังข้าพเจ้า จ้องมองใบหน้าและถุงผ้าของพ่อค้าจากคาบูลด้วยสายตาหวาดระแวง คาบูลิวาลลาหยิบลูกเกด [1] และแอปริคอตแห้ง[2] จากถุงออกมาให้เธอ แต่เธอก็ไม่ยอมรับไปและกลับเกาะตัวข้าพเจ้าไว้แน่นด้วยความหวาดระแวงยิ่งกว่าเดิม นั่นคือการพบหน้ากันครั้งแรกของทั้งสองคน

ในตอนเช้าหลังจากวันนั้นไม่กี่วัน ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังจะออกจากบ้าน ข้าพเจ้าก็ต้องประหลาดใจที่เห็นมินินั่งอยู่บนม้ายาวข้างประตู หัวเราะร่าและคุยจ้อกับคาบูลิวาลลาร่างโตที่นั่งอยู่แทบเท้าเธอ ตั้งแต่เกิดมาลูกสาวตัวน้อยของข้าพเจ้าไม่เคยเจอผู้ฟังที่มีน้ำอดน้ำทนเช่นนี้มาก่อน นอกเสียจากพ่อของเธอ ที่ชายส่าหรีของเธอนั้นมีถั่วอัลมอนด์และลูกเกดที่เป็นของขวัญจากผู้มาเยือนห่อรวมกันไว้จนเต็ม “นายไม่น่าให้ขนมเธอเลย ทีหลังไม่ต้องให้อีกนะ” ข้าพเจ้าพูดพร้อมกับหยิบเหรียญเงินครึ่งรูปียื่นให้ระหมัดหนึ่งเหรียญ เขารับมันไว้แต่โดยดีและหย่อนมันลงในกระเป๋าเสื้อ

หนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้น เมื่อข้าพเจ้ากลับมาถึงบ้านก็พบว่าเงินเหรียญนั้นกลับสร้างปัญหาให้มากกว่าค่าของมันเสียอีก ด้วยนายคาบูลิวาลลาเอาเหรียญนั้นมาให้กับมินิอีกทอดหนึ่ง แล้วแม่ของเธอก็มาสังเกตเห็นเข้า จึงพยายามคาดคั้นกับลูกว่า “ลูกไปเอาเงินครึ่งรูปีมาจากไหนกัน”

“คาบูลิวาลลาให้หนูมา” มินิตอบเสียงระรื่น

“คาบูลิวาลลาให้มาหรือ” แม่ของเธออุทาน “ตายล่ะ มินิ ลูกไม่ควรไปเอาของเขามาเลย”

ตอนนั้นเองที่ข้าพเจ้าตัดสินใจเข้าไปห้ามทัพและสืบสาวราวเรื่องว่ามันเป็นมาอย่างไร

ปรากฏว่าครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกหรือสองครั้งที่ทั้งสองคนเล่นด้วยกัน คาบูลิวาลลาเอาชนะความกลัวของเด็กน้อยได้ด้วยสินบนที่เป็นถั่วและอัลมอนด์ และตอนนี้ทั้งสองก็กลายเป็นเกลอกัน

ทั้งสองคนมักจะมีมุกตลกกระจุ๋มกระจิ๋มมาเล่าสู่กันฟังให้ครื้นเครงเสมอ มินิจะพาร่างน้อยๆ ของเธอมานั่งลงตรงหน้าชายร่างยักษ์ หัวเราะรื่นแล้วเอ่ยขึ้นว่า

“คาบูลิวาลลา คาบูลิวาลลา ในถุงของลุงมีอะไรคะ”

ได้ยินดังนั้นเขาก็จะตอบด้วยเสียงขึ้นจมูกอย่างสำเนียงของคนภูเขาว่า “ช้างมั้งครับ” เอาเข้าจริง มันก็ไม่เห็นมีอะไรน่าตลก แต่ทั้งสองคนดูสนุกกันมาก สำหรับข้าพเจ้านั้น บทสนทนาระหว่างเด็กน้อยกับผู้ใหญ่ก็มีอะไรชวนให้พิศวงโดยตัวของมันเองอยู่แล้ว

จากนั้นคาบูลิวาลลาก็จะเป็นฝ่ายถามบ้าง “คุณหนูครับ แล้วเมื่อไรคุณหนูจะไปที่บ้านพ่อปู่ครับ ” [3]

ปกติเด็กหญิงชาวบังกาลีอายุขนาดนี้ก็มักจะรู้กันอยู่แล้วว่าบ้านพ่อปู่คืออะไร แต่ครอบครัวของเรานั้นประหลาด เราจึงเก็บงำไม่พูดถึงเรื่องนี้กับลูกๆ ของเรา คำถามดังกล่าวจึงอาจทำให้มินิงงงวยอยู่บ้าง แต่เธอก็ไม่แสดงออกมาและตอบกลับไปอย่างมีชั้นเชิงว่า “ลุงจะไปที่นั่นหรือคะ”

ในหมู่พวกคาบูลิวาลลานั้น คำว่า บ้านพ่อปู่ หรือ บ้านพ่อตา นั้นมีอีกความหมายหนึ่งคือ คุก อันเป็นสถานที่ที่เราจะได้รับการดูแลโดยไม่ต้องจ่ายอะไร ในความหมายนี้เองที่คาบูลิวาลลาเข้าใจคำถามของบุตรสาวข้าพเจ้า

“ผมก็จะซัดพ่อตาของผมก่อน” ระหมัดตอบพร้อมกับแกว่งหมัดไปที่ตำรวจในจินตนาการ

ด้านมินินั้นจินตนาการไปเองว่าเขาคงหมายถึงญาติผู้โชคร้ายคนหนึ่ง จึงหัวเราะร่วน โดยมีระหมัตร่วมผสมโรง

ตอนนั้นเป็นยามเช้าของฤดูใบไม้ร่วง ฤดูกาลที่บรรดาปุราณะกษัตริย์จะออกกรีทาทัพไปยังแดนไกล ด้านตัวข้าพเจ้าเองก็จะปล่อยความคิดของตนเองให้ล่องลอยไกลไปรอบโลกโดยไม่จำเป็นต้องเขยื้อนตัวออกจากหลืบมุมเล็กๆ ของข้าพเจ้าในกัลกัตตาเลย แค่ได้ยินนามประเทศอื่น ใจของข้าพเจ้าก็เตลิดไปถึงสถานที่นั้นแล้ว หรือแค่เห็นคนต่างแดนตามท้องถนน ข้าพเจ้าก็จะถักทอจินตนาการถึงยอดภู หุบเขา และป่าไม้ในบ้านเกิดของพวกเขา คิดถึงภาพกระท่อมน้อยท่ามกลางธรรมชาติ รวมทั้งชีวิตอิสระเสรีในแดนรกร้างอันห่างไกล

บางทีการที่ภาพของการเดินทางวนเวียนผุดขึ้นมาในจินตนาการของข้าพเจ้าอย่างแจ่มชัดนั้น ก็อาจเนื่องมาจากข้าพเจ้าใช้ชีวิตเยี่ยงผัก ที่แม้แต่การเคลื่อนตัวออกจากมุมเล็กๆ มุมนี้ก็ทำให้รู้สึกเหมือนถูกสายฟ้าฟาด

เมื่อคาบูลิวาลลาคนนี้มาอยู่ตรงหน้า ข้าพเจ้าก็ถูกส่งไปยังตีนเขาอันแห้งแล้งที่มีโตรกธารคดเคี้ยวไปมาอยู่เบื้องล่างของยอดสูงตระหง่าน ข้าพเจ้ายังมองเห็นภาพของขบวนอูฐบรรทุกสินค้าและพลพรรคพ่อค้าโพกศรีษะ ที่บ้างก็แบกปืนเก่าคร่ำและบ้างก็ถือหอกหลาวไว้ในมือ พากันเดินตรงลงสู่ที่ราบเบื้องล่าง นี่คือภาพที่ข้าพเจ้าเห็น แต่พอถึงจุดนี้แม่ของมินิก็มักจะเข้ามาขัด โดยขอร้องข้าพเจ้าว่า “จับตาดูผู้ชายคนนั้นด้วยนะ”

แม่ของมินินั้นเป็นคนขี้กลัว ทุกครั้งที่เธอได้ยินเสียงจากถนน หรือเห็นใครเดินตรงมาที่บ้าน เธอก็จะด่วนสรุปไว้ก่อนว่า ถ้าพวกนั้นไม่เป็นขโมยก็ต้องเป็นพวกขี้เมา หรือไม่ก็งู เสือ ไข้ป่า แมลงสาบ หนอน หรือไม่ก็กลาสีเรือฝรั่ง แม้ว่าเวลาจะผ่านมาเนิ่นนานกี่ปี เธอก็ไม่อาจจะขจัดความกลัวออกไปได้ เธอไม่วางใจในตัวคาบุลิวาลลาคนนี้เอาเลยและมักจะขอให้ข้าพเจ้าคอยจับตาเขาไว้ตลอด

ข้าพเจ้าพยายามผ่อนความกลัวของเธอด้วยเสียงหัวเราะ แต่เธอก็จะหันหลังกลับมาถามข้าพเจ้าด้วยน้ำเสียงจริงจัง

ม่เคยมีเด็กถูกลักตัวไปหรือ?

มันไม่จริงหรือที่ยังมีทาสในคาบูล?

ผู้ชายตัวใหญ่ขนาดนั้นจะแอบอุ้มเอาเด็กตัวเล็ก ๆ ไปไม่ได้หรือ?

ข้าพเจ้าพยายามบอกเธอว่า ถึงแม้ว่ามันจะเป็นไปได้ แต่มันก็ไม่น่าที่จะเกิดกันได้ง่ายๆ กระนั้นคำตอบของข้าพเจ้าก็ดูเหมือนจะไม่เพียงพอ ความกลัวของเธอไม่ได้ลดน้อยลงเลย แม้ว่าเรื่องมันจะยังคลุมเครือ แต่มันก็ไม่สมควรที่จะห้ามชายผู้นี้เข้ามาในบริเวณบ้าน และความสัมพันธ์ก็ดำเนินต่อไป

ทุกปีในราวช่วงกลางเดือนมกราคม ระหมัต พ่อค้าจากคาบูลก็จะเดินทางกลับไปบ้านเกิด และเมื่อจะใกล้จะถึงเวลานั้น เขาก็จะง่วนอยู่กับการตระเวนเก็บเงินเชื่อตามบ้าน แต่มาในปีนี้เขากลับมีเวลาที่จะมาหามินิ ในสายตาของคนนอกคงดูเหมือนว่าทั้งสองคนคงกำลังร่วมกันวางแผนอะไรสักอย่าง เพราะถ้าหากเขาไม่มาในตอนเช้า เขาก็จะมาปรากฏตัวในตอนเย็น

เวลาที่เห็นชายร่างสูง สวมเสื้อและกางเกงตัวโคร่งมานั่งอยู่ในมุมมืดของห้อง ตัวข้าพเจ้าเองบางทีก็อดผวาขึ้นมาไม่ได้ แต่เมื่อเห็นมินิวิ่งเข้ามาพร้อมเสียงเรียกกลั้วหัวเราะว่า “คาบูลิวาลลา จ๋า! คาบูลิวาลลา!” และสหายทั้งสองร่วมสนุกกันด้วยเรื่องขำขันและเสียงหัวเราเดิมๆ ข้าพเจ้าก็รู้สึกใจชื้นขึ้น

เช้าวันหนึ่งขณะที่ข้าพเจ้ากำลังตรวจต้นฉบับอยู่ในห้องทำงานเล็ก ก่อนจะถึงวันที่เขาจะลากลับไป มันเป็นวันที่หนาวเหน็บ แดดลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาตกที่เท้าของข้าพเจ้าที่อยู่ใต้โต๊ะ แสงอุ่นนั้นมันช่างทำให้รู้สึกดี มันเกือบจะถึงแปดโมงเช้าแล้ว ผู้คนที่ออกมาเดินตั้งแต่เช้าตรู่พากันทยอยกลับบ้าน ทันใดนั้นข้าพเจ้าก็ได้ยินเสียงอึงมี่มาตามท้องถนน ข้าพเจ้าจึงมองออกไปและได้เห็นระหมัดกำลังถูกตำรวจสองนายลากตัวมาโดยมีฝูงชนที่ใคร่รู้เดินตามหลัง มีคราบเลือดอยู่ที่เสื้อของคาบูลิวาลลาและในมือของตำรวจนายหนึ่งนั้นก็ถือมีดอยู่

ข้าพเจ้ารีบออกไปห้ามพวกเขาและถามว่าเกิดอะไรขึ้น ฟังจากคนโน้นทีคนนี้ที ข้าพเจ้าก็ปะติดปะต่อเรื่องราวได้ว่า มีชายในละแวกนี้คนหนึ่งติดเงินพ่อค้าจากคาบูลสำหรับผ้ารามปุรีที่เขาแกล้งปฏิเสธว่าไม่ได้ซื้อไป นี่เป็นเหตุของการโต้เถียงและทำให้ระหมัตชักมีดออกมาแทงเขา ด้วยบรรยากาศที่เร่าร้อน นักโทษของเราก็เริ่มส่งเสียงด่าทอคู่อริของเขา กระทั่งเมื่อมินิของข้าพเจ้าออกมาที่ระเบียงบ้านแล้วตะโกนเรียกตามปกติของเธอว่า “คาบูลิวาลลา จ๋า! คาบูลิวาลลา!” สีหน้าของระหมัตสว่างขึ้นมาเมื่อเขาหันหน้ามาเห็นเธอ วันนี้เขาไม่ได้สะพายถุงผ้ามาด้วย พวกเขาจึงไม่อาจจะคุยเรื่องช้างกันได้ ดังนี้เธอจึงข้ามไปถามเขาว่า “นี่ลุงกำลังจะไปบ้านพ่อตาหรือจ๊ะ” ระหมัตหัวเราะร่วนแล้วตอบว่า “ใช่แล้วครับคุณหนู ผมกำลังจะไปที่นั่น” เมื่อเห็นว่าคำตอบไม่สามารถทำให้มินิขำขึ้นมาได้ เขาจึงชูมือทั้งสองข้างขึ้นมาพร้อมกับพูดว่า “ผมจะไปซัดพ่อตา แต่จะทำอย่างไรได้ มือของผมถูกมัดไว้อย่างนี้”

ระหมัดถูกพิพากษาจำคุกเป็นเวลาหลายปีด้วยข้อหาฆ่าคนตาย

เวลาผ่านเลยไป และเรื่องของเขาก็ถูกลืมเลือน พวกเราต่างง่วนอยู่กับกิจวัตรประจำวันในบ้าน จนไม่มีเวลาระลึกถึงคนภูเขาผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยใช้ชีวิตอย่างเสรีว่าเขาจะใช้ชีวิตอยู่ในคุกอย่างไร ข้าพเจ้าละอายที่จะบอกว่า แม้แต่มินิก็ดูเหมือนจะลืมเพื่อนเก่าของเธอไปแล้ว เพื่อนใหม่ๆ เข้ามาในชีวิตของเธอ เมื่อเธอเจริญวัยขึ้นเธอก็จะใช้เวลาอยู่กับกลุ่มเด็กผู้หญิงมากขึ้น เธอใช้เวลาอยู่กับเพื่อนๆ ของเธอมากจนกระทั่งว่า เธอหยุดที่จะแวะเวียนมาที่ห้อหนังสือของพ่อเธออย่างแต่ก่อน ข้าพเจ้าแทบจะไม่ได้คุยกับเธอเลย

หลายปีผ่านไป ฤดูใบไม้ร่วงกลับมาเยือนอีกครั้ง การออกเรือนของมินิก็ได้ถูกเตรียมการไว้เรียบร้อยแล้ว พิธีการจะมีขึ้นระหว่างช่วงเทศกาลบูชา เมื่อพระแม่ทุรคาเสด็จกลับเขาไกรลาส [4] ดวงประทีปจากบ้านของเราก็จะถูกเคลื่อนย้ายไปที่บ้านสามีของเธอ ทิ้งให้บ้านของพ่อของเธออยู่ในความมืด

วันนั้นเป็นเช้าที่งดงาม หลังจากสายฝนพรำ มวลอากาศได้ถูกชำระล้างจนพิสุทธิ์และแสงแดดแห่งฤดูใบไม้ร่วงก็สาดประกายจนดูราวกับแสงทอง ประกายแดดนั้นเจิดจ้าจนทำให้กำแพงอิฐอันเก่าครึของบ้านเราในตรอกของกัลกัตตาดูกระจ่างตาตามไปด้วย เสียงปี่ไฉน [5] ประโคมโหมตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง เสียงของมันราวกับจะกรีดลึกเข้าไปในทรวงอกของข้าพเจ้า ท้วงทำนองไภรวี ราคิณี[6] ก็ดูเหมือนจะตอกย้ำความเศร้าของข้าพเจ้าต่อเวลาแห่งการจากลาที่คืบคลานเข้ามา มินิของข้าพเจ้าจะออกเรือนไปในคืนนี้

ภายในบ้านมีเสียงอึกทึกและคึกคักมาตั้งแต่รุ่งสาง ที่ลานกลางบ้านปะรำโจมจะต้องถูกยกขึ้นขึงบนโครงไม้ไผ่ โคมระย้าที่ส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งจะต้องถูกนำไปแขวนไว้ในทุกห้องหับและที่ระเบียงบ้าน ดูเหมือนจะมีเสียงตะโกนโหวกเหวกกันอย่างไม่รู้หยุดรู้หย่อน

ข้าพเจ้ากำลังนั่งตรวจบัญชีอยู่ในห้องหนังสือ ตอนที่ระหมัตเข้ามาหาและทักทายข้าพเจ้าอย่างเคารพ ในตอนแรกนั้นข้าพเจ้าจำเขาไม่ได้ เขาไม่มีถุงผ้าติดตัวมา ผมของเขาก็ไม่ได้ยาวอย่างแต่ก่อน และก็ไม่ได้มีพลังชีวิตอย่างที่เขาเคยมี กระทั่งเมื่อเขายิ้ม ข้าพเจ้าถึงจำเขาได้

“นายออกมาตั้งแต่เมื่อไร” ข้าพเจ้าถาม

“ผมถูกปล่อยตัวจากคุกมาเมื่อเย็นวานครับ” เขาตอบ

คำตอบนั้นช่างฟังแสลงหูข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นฆาตกรตัวเป็นๆ มาก่อน ใจของข้าพเจ้าฝ่อลงเมื่อเห็นเขา ข้าพเจ้าเกิดความรู้สึกว่าอยากจะให้เขาไปพ้นๆ จากที่ตรงนี้ในวันมงคลเช่นนี้

“วันนี้ที่บ้านจะมีงาน ฉันจะยุ่งมาก ไว้นายค่อยมาวันหลังเถิดนะ” ข้าพเจ้ากล่าว

เขาหันหลังเดินกลับออกไป แต่เมื่อถึงตรงประตูเขาก็ลังเล และเอ่ยขึ้นว่า “ผมขอพบคุณหนูหน่อยได้ไหมครับ เพียงสักครู่ก็ยังดี” ดูเหมือนเขาจะเชื่อว่ามินิยังคงเหมือนเดิม เขาวาดภาพเธอวิ่งมาหาเขาพร้อมกับส่งเสียงเรียกว่า “คาบูลิวาลลา จ๋า! คาบูลิวาลลา!” เหมือนแต่ก่อน เขาคงจะยังจินตนาการไปด้วยว่า พวกเขาจะหัวเราะและพูดคุยด้วยกันอย่างที่เคยทำมา อันที่จริง เขาก็ได้นำความทรงจำสมัยก่อนติดตัวมาด้วย ถั่วอัลมอนด์ ลูกเกด และองุ่นที่บรรจงห่อใส่กระดาษมาอย่างดี ของขวัญที่เขาคงขอปันมาจากเพื่อร่วมชาติ ด้วยเงินทองของเขาเองก็ได้มลายหายไปสิ้นแล้ว

ข้าพเจ้ากล่าวย้ำอีกครั้งว่า “วันนี้ที่บ้านมีงาน นายคงไม่ได้เจอใครดอก”

เขาหน้าเสีย ยืนนิ่งอยู่ที่ตรงนั้นและจ้องมองมาที่ข้าพเจ้า จากนั้นก็กล่าวอำลาว่า “สลามครับบาบู” และเดินออกไป

ข้าพเจ้ารู้สึกสงสารเขาและก็เตรียมที่จะเรียกเขากลับมา ตอนนั้นเองที่เขาเดินกลับมาหาข้าพเจ้า เพื่อยื่นของที่นำมาให้และกล่าวว่า “ผมเอาองุ่น ลูกเกดและถั่วมาให้ โปรดเอาไปให้คุณหนูด้วยครับ”

ข้าพเจ้ารับห่อของนั้นมาและเตรียมที่จะจ่ายเงิน แต่เขาก็ยั้งมือของข้าพเจ้าไว้และพูดว่า “ความกรุณาของนายท่านนั้นผมจะไม่มีวันลืม แต่ได้โปรดอย่าให้เงินผมเลย นายท่านมีลูกสาว ผมเองก็มีลูกสาวอยู่ที่บ้านเกิด ผมคิดถึงเธอและก็นำผลไม้นิดหน่อยมาให้ลูกของนายท่าน ผมไม่ได้จะมาขายของ”

ขณะที่พูด เขาก็เอามือล้วงเข้าไปในกระเป๋าอกของเสื้อตัวหลวมและหยิบเอากระดาษแผ่นเล็กๆ และสกปรกออกมา เขาค่อยๆ คลี่กระดาษแผ่นนั้นออกอย่างบรรจง รีดให้เรียบด้วยมือทั้งสองข้างบนโต๊ะของข้าพเจ้า มันมีรอยประทับของมือเล็กๆ ไม่ใช่ภาพถ่าย ไม่ใช่ภาพวาด เป็นภาพประทับหมึกของมือบนแผ่นกระดาษ สัมผัสของลูกสาวตัวน้อยของเขาอยู่ใกล้หัวใจของเขาอยู่เสมอ ปีแล้วปีเล่าที่เขาเดินทางมาที่กัลกัตตาเพื่อขายของตามท้องถนน

น้ำตาของข้าพเจ้าซึมออกมา ฉับพลันข้าพเจ้าก็ลืมว่าเขาคือพ่อค้าผลไม้จากคาบุลผู้ยากจนและตัวข้าพเจ้าคือผู้ดีชาวบังกาลี ข้าพเจ้าตระหนักว่าตัวเขาก็คือตัวข้าพเจ้า เขาก็เป็นพ่อคนเช่นเดียวกัน รอยประทับมือของเทพธิดาตัวน้อย[7] ที่บ้านบนภูเขาอันห่างไกลทำให้ข้าพเจ้านึกถึงมินิของข้าพเจ้า

ข้าพเจ้าส่งคนไปตามมินิมาจากด้านในของบ้านในบัดดล[8] แม้จะมีเสียงคัดค้านมาจากด้านใน ข้าพเจ้าก็ไม่สนใจ มินิออกมายืนตรงหน้าข้าพเจ้าด้วยกิริยาเหนียมอายในชุดส่าหรีสีแดงสำหรับเจ้าสาวและจุดแต้มผงจันทน์หอมที่หน้าผาก[9]

เมื่อเห็นเธอ คาบูลิวาลลาก็ตะลึงงันไปชั่วครู่ เขาไม่อาจจะฟื้นบทสนทนาฉันท์มิตรที่เคยมีด้วยกันในอดีตได้ สุดท้ายเขาก็หัวเราะออกมาและพูดว่า “คุณหนู จะไปที่บ้านพ่อปู่แล้วใช่ไหมครับ?”

ในตอนนี้มินิรู้ความหมายของคำว่า “บ้านพ่อปู่” แล้ว และเธอก็ไม่สามารถตอบเขากลับไปตามแบบเดิมได้ หน้าเธอเแดงด้วยคำถามนั้นและยืนก้มหน้าอายอยู่ตรงนั้น

ข้าพเจ้ายังจำวันแรกที่คาบูลิวาลลากับมินิของข้าพเจ้าพบกันเป็นครั้งแรกได้ และข้าพเจ้าก็อดเศร้าไม่ได้ หลังจากมินิกลับออกไป ระหมัดก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่และทรุดตัวลงนั่งที่พื้น ความคิดที่เข้ามาในหัวของเขาในตอนนั้นก็คือ ตลอดเวลาที่ผ่านมาลูกสาวของเขาเองก็คงจะโตขึ้นและเขาก็ต้องสานสัมพันธ์กับเธอใหม่อีกครั้ง แน่นอนว่าเธอจะต้องเปลี่ยนไปจากที่เขาเธอรู้จักเธอ อีกใครจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอบ้างในช่วงแปดปีที่ผ่านมา

เสียงปี่ไฉนโหมขับกล่อมงานวิวาห์และแสงแดดอ่อนของฤดูใบไม้ร่วงโอบร่างของเราไว้ แต่ขณะที่ระหมัดกำลังนั่งอยู่บนพื้นดินในตรอกของกัลกัตตา ใจเขาก็นึกถึงภาพภูเขาอันแห้งแล้งของอัฟกานิสถาน

ข้าพเจ้าเอาธนบัตรออกมาหนึ่งใบยื่นให้เขาและบอกเขาว่า “กลับไปหาลูกสาวของนายเถิด ระหมัต กลับไปที่บ้านเกิดของนาย ขอให้การได้พบหน้ากับลูกสาวของนายเป็นพรให้แก่ลูกสาวของฉัน”

ด้วยของขวัญที่ข้าพเจ้ามอบให้นี้ แผนที่วางไว้สำหรับงานวิวาห์บางอย่างก็คงต้องถูกตัดออกไป โคมไฟฟ้าที่ว่าจะมีก็คงไม่มี แตรวงทหารก็คงจะต้องยกเลิก และพวกผู้หญิงที่อยู่ด้านในของบ้านก็คงจะพร่ำบ่นอย่างผิดหวัง แต่สำหรับตัวข้าพเจ้านั้น งานฉลองวันวิวาห์นี้กลับดูสว่างสดใสยิ่งนัก เมื่อนึกถึงว่า ในดินแดนอันไกลโพ้น พ่อลูกที่พลัดพรากจากกันมานานจะได้พบหน้ากันอีกครั้ง

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “การพัฒนาความเชี่ยวชาญเอเชียใต้ศึกษา South Asian Experts”

ที่ได้รับทุนสนับสนุนโครงการจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

Footnotes :

[1] ภาษาบังกลาเรียก กิสมิส (কিসমিস)

[2] ภาษาบังกลาเรียก โขบานิ (খোবানি)

[3] ในภาษาบังกลา คำว่า ศวะศุระบารี (শ্বশুরবাড়ির) มีความหมายได้ทั้ง บ้านพ่อตาแม่ยาย และ บ้านพ่อปู่แม่ย่า

[4] ไกลาสบาสินี (কৈলাসবাসিনীর) เป็นวันสุดท้ายของพิธีกรรมทั้งห้าวันในช่วงเทศกาลทุรคาบูชาที่จะมีขึ้นในฤดูใบไม้ร่วง (ประมาณเดือนกันยายนและเดือนตุลาคม) ของทุกปีในเบงกอลและอัสสัม โดยถือกันว่าเป็นวันที่พระแม่ทุรคาเสด็จกลับไปเฝ้าพระสวามีที่เขาไกรลาส

[5] ภาษาบังกลาเรียก สาไน (সানাই) เป็นปี่ลักษณะอย่างเดียวกับปี่ไฉนของไทย ใช้ประโคมในพิธีกรรมทางศาสนาและพิธีมงคล

[6]ไภรวี ราคิณี (ভৈরবী রাগিণীতে) เป็นท่วงทำนองหรือราคะหนึ่งในดนตรีแบบฮินดูสถาน ในที่นี้ใช้รูปเพศหญิงอันสื่อถึงพลังของศักติแห่งพระศิวะ ไภรพ ราคะ หรือ ไภรวี ราคิณี มันจะใช้สำหรับบรรเลงประโคมในพิธีมงคลช่วงเช้าเช่นเดียวกับเพลงโหมโรงเช้าของไทย

[7] ชาวบังกาลีมักจะยกย่องเด็กผู้หญิงว่าเป็นอวตารของพระแม่ปวารตี (পার্বতীর)

[8] อันตะปุระ (অন্তঃপুর) หรือที่บ้างครั้งก็เรียกด้วยคำยืมจากภาษาเปอร์เชียว่า เชนานา (জেনানা) เป็นพื้นที่ด้านในของบ้านชาวบังกาลีที่เป็นที่อยู่เฉพาะของผู้หญิง ผู้ชายที่ไม่ใช่สมาชิกในครอบครัวจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในส่วนนี้ เช่นเดียวกันเด็กหญิงที่แตกเนื้อสาวแล้วก็มักจะไม่ออกมาข้างนอก

[9] ภาษาบังกลาเรียก รางาเชลิ (রাঙাচেলি) เป็นจุดแต้มสีขาวสลับแดงที่หน้าผากของเจ้าสาวไล่ไปตามแนวคิ้ว

Photo credit :

https://www.actualidadliteratura.com/af/rabindranath-tagore-77-anos-poetas-indios/

Leave a comment

Your email address will not be published.