สังหารหมู่ชาวมุสลิม “นิวซีแลนด์” ผ่านความรุนแรงอันสุกงอม

โดย ดร. อับดุรเราะฮหมาน มูเก็ม

นักวิจัยประจำศูนย์เอเชียใต้ศึกษา

สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เผยแพร่ครั้งแรกที่ MAPPING EXTREMISM IN SOUTH ASIA วันที่ 18 มีนาคม 2562

https://xstremarea.home.blog/2019/03/18/180319/

ผมทิ้งคำพูดสุดท้ายไว้ในงานเขียนของผมที่เพิ่งตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 14 มีนาคม 2562 เรื่อง “พรมแดนอินเดีย-ปากีสถาน: งานสันติภาพที่ไม่เคยหยุดนิ่ง” ซึ่งมีใจความว่า “เมื่อความรุนแรงมันสุกงอม มันก็จะหล่นหายไปจากผืนดินของเราเสมอ ๆ ไม่ต่างไม้ผลทีถึงฤดูเก็บเกี่ยว เมื่อถึงตอนนั้น สันติภาพก็จะแทงรากลงสู่พื้นดินพร้อมชูช่อหน่ออ่อน ๆ มาเชยชมพื้นโลก เราก็หวังไม่ต่างกัน”

ขณะเรา “เคลื่อนวิถีโลก” และ “ผลักวิธีคิด” ของผู้คนไปสบตา “สันติภาพ” และความสวยงามของ “สันติวิธี” วันที่ 15 มีนาคม 2562 เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็ “ถีบ” เรากลับไปจมดิ่งใต้วงล้อมของความรุนแรงอีกรอบ เมื่อกระบอกปืน “เปล่งเสียง” และ “เหนี่ยวไก” เร็วกว่า “งานสันติภาพ” ที่เรากำลังเข้าใกล้ ส่งผลให้ผู้คน 49 ชีวิตล้มตายและบาดเจ็บกว่า 40 คนด้วยการถูกกราดยิงในมัสยิดในวันศุกร์ 

การจอดรถหน้ามัสยิดในช่วงกลางวันลงจากรถสะพายกระบอกปืนแบบเปิดเผยและเปิดกระโปรงรถพร้อมหยิบกระบอกปืนอื่นๆ เพิ่มโดยไม่รู้สึกกังวล การติดกล้องไว้บนศีรษะเพื่อไลฟ์สดโชว์ภาพสังหารของผู้ก่อเหตุบวกกับการเล็งกระสุนหมายปิดชีพทีละคน ทั้งหมดเหล่าล้วนส่อถึงความแน่วแน่ หนำซ้ำวิธีการสังหารถือเป็นมืออาชีพ

หากไม่ตั้งใจและสุกงอมทางด้านวิธีคิด วิธีการแบบนี้ “เราจะเรียกว่าอะไร”

คำถามคือ อะไรที่ทำให้หัวใจของเขาแน่วแน่ที่จะปลิดชีวิตเพื่อนร่วมโลกได้ขนาดนี้ ?

เขาหย่อนเมล็ดอะไรเข้าไปในหัวใจ ?

เขารดน้ำและดูแลเมล็ดพันธุ์เหล่านั้นอย่างไร ?

แปลงผักแบบนี้ยังมีอีกเยอะไหมในสังคมเรา ?

นี่คือภาพที่แฝงอยู่หลังกล้องและไกปืน แม้เราถูกเหวี่ยงไปสู่ความเศร้าของโลกมืดที่มีผลและดอกสะท้อนมาเป็นการฆ่าล้าง กระนั้น “ความรุนแรง” ดังกล่าวก็ไม่ได้ทำให้ “งานสันติภาพ” ของเราสูญเปล่า ทว่า มันกลับ “ดัน” เราให้ลืมตาและนึกถึง “สันติภาพ” ขึ้นมาอีกรอบด้วย “พลังฮึดสู้กว่าทีเคยเป็น” ไม่ว่า “ภาพความรุนแรง” ที่ขับออกมาผ่าน “กระบอกปืน” หรือ “เงาสันติภาพ” ที่ระบายออกมาผ่าน “ความอ่อนโยน” ล้วนแล้วแต่มีต้นสายปลายเหตุทั้งสิ้น

ไม่มี “สันติภาพ” หรือ “ความรุนแรง” ชนิดไหนบนโลกใบนี้ที่จะ “ลืมตา” มาให้เชยชมโดยไม่มี “เสปิร์ม” หรือ “การปฏิสนธิ” ทางด้านปัญญา นอกจากนี้แล้ว “ปรากฏการณ์ทั้งด้านบวกและด้านลบ” ดังกล่าวนี้มันไม่ได้ “คลอด” โดยที่ไม่ได้ “วางไข่” และ “กกฟัก” เพื่อวางหลักเป็นตัว

ยิ่งไปกว่านั้น “ความรุนแรงและสันติภาพ” จำเป็นต้อง “ตั้งท้อง” และ “ฝากครรภ์” ไว้ในช่องคลอดของมันสมอง วิธีคิดและสังคมของเรา ด้วยเหตุนี้ ทั้ง “สันติภาพในตัวคน” หรือ “ความรุนแรงในตัวตน” ล้วนมีที่มาที่ไป หากมันเริ่ม “ผสมพันธุ์” จริง มันก็ต้องมีตัวอ่อน

“ตัวอ่อน” ของความรุนแรงและสันติภาพเหล่านี้มันจะได้รับอาหารชนิดไหน มันก็จะโตตามนั้น เมื่อได้รับอาหารมากเท่าไร มันก็จะใหญ่ตามขนาด

คำถามที่สำคัญกว่า “ความรุนแรงและสันติภาพมีชีวิตและอยู่ร่วมกับเราอย่างไรนั้น” ก็คือ วันนี้ สังคมเราให้อาหารชนิดไหนกับ “ตัวอ่อน” ที่เราต่างมี เมื่ออย่างไหนโต อย่างนั้นมันจะปรากฏตัวอันน่าทึ่งและเกินคาดเดาเสมอ ๆ

โลกวันนี้ ความรุนแรง “ถูกสะสม” และมี “น้ำหนักเกินตัว” จนกระทั่งถึงครา “สุกงอม” แต่น่าเสียดายที่ผลของมันมี “สีแดง” ชัดกว่าสีอื่น ไม่แปลกที่มันจะมีผิวและชาติพันธุ์ “สีแดงสด” เพราะข่าวรายวันที่เรา “สูบ” “เสพ” และ “ซด” ล้วนเป็น “เชื้อไฟ” ของมันทั้งสิ้น

เมื่อเราให้อาหาร “ความรุนแรง” ที่ในช่วง “วัยทารก” ผ่าน “เครื่องมือสื่อสาร” “การกระทำ” และ “ความคิด”

เมื่อเริ่มโตขึ้น “ด.ช. รุนแรง” ก็กลับมา “ประทุษร้าย” บุพการี “ด่าทอ”เครือญาติและ “อาละวาด” สังคมของเรา

เมื่อเราให้อาหาร “ความรุนแรง” อาการของโรคจึงปรากฏในรูปโฉมที่ว่า

“สุดโต่ง ตกขอบ หย่อนยาน ตื้นเขิน เกินไป ปล่อยเนื้อ ปล่อยตัว ตามใคร ตามใจ ใฝ่ฝัน ไม่สน ไม่ทน ไม่เร่ง ไม่เคร่ง ไม่ทัน โอนอ่อน ไหวหวั่น แหว่งวิ่น เว้นวัน ฝันไป”

ช่วงสงครามเย็น เราถูกชวนเชื่อให้กลัว“ผีคอม” ช่วงเสรีประชาธิปไตยสุกงอม เราถูกย้อมให้กลัว “ผีแขก” สิ่งนี้เราไม่ได้สร้างเอง แต่นักเลงโลกมัน “ผูกขาดและฟาดฟัน”

โลกเราจึงหมุนด้วยกงล้อของ “อำนาจคำ” ที่ตอกย้ำจนเราจำและหวาดกลัว สื่อจึงฉายให้เราเห็นอีกเพื่อกระตุ้นต่อมอยากรู้ของเราจนเราเห็น “ภาพฆ่าฟัน” มากกว่า “รอยยิ้ม” มากไปกว่านั้นหลอกให้เรากลัวกับ “นิยาม” ต่าง ๆ ในขณะเราก็ไม่มี “องค์ความรู้” ไม่เคย “วิวาทะ” หรือสัมผัส คลุกคลี แลกเปลี่ยนพูดคุยกันมาก่อน นิยามเหล่านั้น “บีบคั้น” ให้ใครอีกหลายคนระแวงเรา ในสภาพที่ไม่เคยรู้จักเรามาก่อน จนผู้คนเกือบครึ่งโลกไม่เคยเรียก “มุสลิม” ว่า “ผู้ก่อการดี”

หาก “มุสลิม” ไม่ใช่ Terrorist เราอาจถูกมองเป็น Extremism หากเราไม่ใช้ชีวิตแบบตะวันตก เราอาจถูกโยงยกไปสู่ Fundamentalist จนท้ายที่สุด เราละหมาดห้าเวลา โลกโฆษณาว่า “Radicalism” แต่เมื่อมุสลิมถูกฆ่า ผู้กระทำถูกกล่าวหาว่า “บ้า ไม่สมประกอบ” แต่ก็แปลกที่เขาโดยมากไม่ได้ถูกนิยามว่าเป็น “สุดโต่ง” “ก่อการร้าย” หรือ “คลั่ง” นอกจาก “เมายา” หากจะมีก็เล็กน้อยที่จะนิยามเขาว่า “ผู้ก่อการร้าย”

ไม่แปลกที่มี “การพยายาม” สื่อสาร “หลอกให้คนเชื่อ” แต่แปลกที่คนกลับเชื่อโดยไม่ได้ “สื่อสาร”

คำถามสำคัญคือ ปรากฏการณ์ “ความรุนแรงเหล่านี้” ไม่ได้เกิดขึ้นด้วยตัวของมนุษย์เอง แต่เกิดเพราะเราให้อาหารและเติมท่อน้ำเลี้ยงเหล่านั้นจนมันโตเต็มตัว ความรุนแรงในสังคมเราไม่ได้ “คลอดก่อนกำหนด” แต่อย่างใด ยิ่งไปกว่านั้นมัน“คลอดตามอายุครรภ์” ตามที่โลกและสังคมเราให้อาหาร สิ่งที่เราทำได้ในเวลานี้คือ “ทำหมันความรุนแรง” ในแบบดังกล่าวด้วยการ “หันมามองตนเอง” แล้วถามแบบง่าย ๆ ว่า “เราให้อาหารอย่างไหนกับตัวเอง ?”

อย่าพยายามรังเกียจ “ผู้ใช้ความรุนแรง” เพราะเขาคือ “บุตรธิดา” ของสังคมเรา แน่นอน “เขาก็เป็นเพียงจำเลยอารมณ์ใฝ่ต่ำ” ทางเดียวที่จะไม่ให้ ความรุนแรงคลอดออกมา เราต้องรู้จักมันให้ดี เรียนรู้มัน แล้ว “คุมกำเนิดมันซะ!!!”

เราทุกคนมีความรุนแรงในตัวเอง แต่มันจะถูกคุมกำเนิดด้วยการ “ไม่ตามอารมณ์ใฝ่ต่ำของตนเอง” พูดง่าย ๆ คือ “มีสติ” เมื่อเราชนะ “ด้านลบ” ต่อม “ด้านบวก” ก็ทำงานปกติ

“แล้ววันนี้เราเอาชนะต่อมด้านบวกบ้างหรือเปล่า?”

แม้ความรุนแรงจะสะพรั่งบานและทำงานเร็วกว่า “สันติภาพ แต่ข้อดีของ“มนุษย์” คือ พวกเขามี “ขีดจำกัด” และพวกเขาไม่ได้เกิดมาเพื่ออดทนกับสิ่งที่ “โหดร้ายทารุณ”

สิ่งหนึ่งที่พวกมนุษย์เรามีเหมือนกัน ซึ่งหลุดพ้นจากโครงครอบของสีผิว สายเลือด ชาติพันธ์ ภาษา ศาสนาและวัฒนธรรมคือ “หัวใจ” ซึ่งมีค่าเท่ากัน เราทุกคนจึงมี “ความรู้สึกและหัวใจโพ้นทะเล” ซึ่งเมื่อมันทำงานอย่างเต็มที่ มันจะหลุดพ้นจากอาณาเขตของประเทศและแผ่นที่โลกเสมอ มันจึงมี “น้ำตา” เมื่อเผชิญหน้ากับ “ความรุนแรง”

เมื่อ “ความรุนแรง” อาละวาด สติของปราชญ์จะนึกถึงสันติภาพ ไม่ใช่แค่เพียง Look Peace (มองสันติภาพ) แต่มันคือ Act Peace (สร้างสันติภาพ)

ชง “ความก้าวร้าว” ให้ลูกกินวันละช้อน มันก็จะซ่อนให้ความรุนแรงไว้เป็นแก้ว

ดูด “ความอ่อนโยน” วันละเหยือก มันอาจถูกเลือกจนระเหยและถูกละเลยจน “เว้นว่าง”

คำถามที่ยังต้องหาคำตอบเมื่อ. “ผู้ก่อการร้ายหมายปิดชีพเพื่อนร่วมโลก”

“เขาหย่อนเมล็ดพันธุ์อะไรไว้ ?

เขาดูแลมันอย่างไรจนเติบโตได้อย่างสมบูรณ์?

แล้วในหัวใจเราละ มีเมล็ดพันธุ์ชนิดไหนกัน.!!!

“ด้านสว่าง” ไม่ได้ทำงานช้ากว่า “ด้านมืด”

แต่เพราะความมืดมันกลืนกินโลกทั้งใบไว้หมดแล้ว

บทเรียนในนิวซีแลนด์จึงสอนเราว่า เมื่อเราแต่งหน้าสังคมเราด้วยครีมและลิปส์ติกแห่ง “ความรุนแรง” ภาพสะท้อนที่เผยโฉมให้เราเห็นเมื่อส่องกระจกคือ “หยดเลือด” เราอยากเห็น “หุ่นเงา” ในกระจกแบบไหน ก็จงให้อาหารมันแบบนั้น

“สันติภาพก็ไม่ต่างกัน”

แด่..สันติภาพ.. อาหารมื้อสำคัญเพื่อโลก แต่เราต้องซดกิน

เอ. อาร์ มูเก็ม

รามคำแหง 3/1, กทม.

Leave a comment

Your email address will not be published.