เนื้อเย็น

โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. จิรยุทธ์ สินธุพันธุ์

คณะนิเทศศาสตร์ และ สถาบันเอเชียศึกษา

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ของ ซะอาดัต ฮะซัน มันโต [1]
แปลโดย จิรยุทธ์ สินธุพันธุ์

เนื้อเย็น หรือ ฐัณฑา โคศฺต (ठंडा गोश्त) เป็นเรื่องสั้นสุดอื้อฉาวของ ซะอาดัต ฮะซัน มันโต นักเขียนชาวปากีสถาน/อินเดีย ที่ทำให้เข้าถูกตั้งข้อหาและส่งฟ้องศาลในปากีสถานด้วยคดีการกระทำลามกอนาจาร หลังจากที่เรื่องสั้นเรื่องนี้ถูกตีพิมพ์เผยแพร่ในนิตยสารวรรณกรรมฉบับหนึ่งในปี ค.ศ. 1950 จะว่าไปแล้วนั้น มันโตก็หาใช่คนแปลกหน้าในคดีความทำนองนี้ ก่อนหน้านี้ในสมัยที่อังกฤษยังปกครองอินเดีย เขาก็เคยต้องขึ้นศาลด้วยคดีในทำนองนี้มาแล้วถึงสามครั้งจากเรื่องสั้นที่เขาเขียน การที่ต้องขึ้นศาลในคดีความในระดับเดียวกันกับพวกที่ชอบทำอนาจารกับเด็กสาวๆ ทำให้มันโตผู้ซึ่งมองว่างานเขียนของเขานั้นคือการนำเสนอภาพความเป็นจริงของสังคมและก้นบึ้งของความเป็นมนุษย์ ต้องอับอายและเจ็บช้ำน้ำใจเป็นอย่างมาก

เช่นเดียวกับ โตบา เตก ซิงห์ ที่ได้เคยนำเสนอไปก่อนหน้านี้แล้วนั้น (คลิ๊กที่นี่เพื่ออ่าน) เรื่องสั้นเรื่อง เนื้อเย็น นี้ก็นับว่าเป็นเรื่องสั้นที่ให้ภาพความโหดร้ายของความขัดแย้งระหว่างชุมชนในช่วงของการแบ่งแยกอินเดีย ค.ศ. 1974 ได้ดีที่สุดอีกเรื่องหนึ่ง

งานเขียนของมันโตนั้นมักจะถูกกล่าวหาว่าเป็นเรื่องลามกอนาจาร ส่วนหนึ่งนั้นเป็นเพราะมันโตไม่เคยเขียมอายที่จะเขียนถึงสิ่งที่คนทั่วไปมองว่าสกปรกโสมม หรือนำคนอ่านของเขาเข้าไปสู่มุมมืดของจิตมนุษย์ที่เต็มไปด้วยแรงปรารถนาและความรุนแรง ภายใต้บริบทของความรุนแรงหว่างชุมชนและศาสนาในช่วงของการแบ่งแยกอินเดีย ทั้ง โตบา เตก ซิงห์ และ เนื้อเย็น ท้าทายคนอ่านด้วยการตั้งคำถามเกี่ยวกับความเป็นชาติ ความเป็นพลเมือง และ ความเป็นมนุษย์ในมุมมองที่ผู้คนไม่นึกถึง บ่อยครั้งด้วยภาพความรุนแรงและความบิดเบี้ยวของอารมณ์และจิตใจที่เราทุกคนต่างหลีกเลี่ยงที่จะเผชิญ

การที่เรื่องสั้นเรื่อง เนื้อเย็น ทำให้ผู้มีอำนาจในปากีสถาน ณ ขณะนั้นรู้สึกไม่เป็นสุขกระทั่งต้องนำตัวผู้เขียนขึ้นศาลในข้อหากระทำลามกอนาจาร ก็เนื่องด้วยมันโตชวนให้ผู้อ่านตั้งคำถามเกี่ยวกับความเป็นชาติผ่านแรงปรารถนาและความรุนแรงที่ผู้ชายกระทำต่อเรือนร่างของผู้หญิง ราวกับว่าเรือนร่างของผู้หญิงนั้นเป็นจุดบรรจบของความย้อนแย้งแห่งศาสนา ความเป็นชาติ และ ความเป็นชาย

ในสายตาของมันโต เรือนร่างของผู้หญิงนั้นเป็นทั้งยอดปรารถนาของเพศชายและก็เป็นสิ่งต้องห้ามในทางศาสนา เรือนร่างของผู้หญิงถูกใช้เป็นเหยื่อของความเกลียดชังระหว่างศาสนาและชุมชน เป็นเหยื่อของการใช้ความรุนแรงและการใช้อำนาจเพื่อยึดครอง เป็นเครื่องมือเพื่อใช้สร้างความหฤหรรษ์ของผู้กระทำผ่านความเจ็บปวดของผู้ถูกกระทำ การข่มขืนผู้หญิง (หรือแม้แต่เพศชาย) ของฝ่ายตรงข้ามในช่วงสงครามจึงไม่ได้เป็นเพียงแค่เพื่อปลดปล่อยกำหนัด แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการใช้อำนาจและสร้างความเจ็บปวดให้กับฝ่ายตรงข้าม

การข่มขืนของตัวละครเอกในเรื่อง เนื้อเย็น จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่การล่วงละเมิดอย่างหน้ามืดตามัวต่อเพศหญิง แต่ก็ยังเป็นสัญลักษณ์ของการแสดงอำนาจเหนือสมาชิกในชุมชนของเธอ อย่างไรก็ตามสิ่งที่มันโตพยายามนำเสนอในเรื่องสั้นเรื่องนี้กลับเป็นผลที่ตามหลังมาจากการใช้อำนาจดังกล่าว สภาพจิตใจของตัวละครและชะตากรรมที่พวกเขาต้องเผชิญจึงเป็นการตั้งคำถามโดยตรงต่ออัตลักษณ์ของความเป็นชาติและจิตสำนึกของคนในชาติที่เกิดใหม่ทั้งสองชาติหลังจากการแบ่งแยกอินเดียในปี ค.ศ. 1974

ਠੰਡਾ ਗੋਸ਼ਤ – เนื้อเย็น – ٹھنڈا گوشت

ทันทีที่อิศวร ซิงห์เข้ามาในห้อง กุลวันท์ กอร์ก็ลุกขึ้นจากที่นอน จ้องมองเขาด้วยดวงตาอันคมกริบของเธอขณะที่เธอเดินไปลงกลอนประตู มันเลยเวลาเที่ยงคืนมามากแล้วและก็ดูเหมือนว่าเมืองทั้งเมืองกำลังถูกปกคลุมด้วยความเงียบอันน่าพิศวง
กุลวันท์ กอร์ปีนกลับขึ้นมาบนเตียงและนั่งขัดสมาธิอย่างโยคี อิศวร ซิงห์ผู้ซึ่งคงจะจมดิ่งลึกอยู่ในความคิดก็ยังยืนกำกิรปาน [2] ในมือไว้แน่นอยู่ที่มุมห้อง เวลาผ่านเลยไปในความเงียบงัน อิศวร ซิงห์ก็ยังไม่ปริปากอะไรออกมา กุลวันท์ กอร์จึงย้ายตัวมานั่งห้อยขาอยู่ตรงปลายเตียงด้วยความหงุดหงิด กุลวันท์ กอร์นั้นเป็นหญิงรูปร่างอวบอัด สะโพกผายกว้าง หน้าอกอวบอิ่มและชูชัน นัยน์ตาคมกริบและริมฝีปากอิ่มได้รูป ปลายคางที่ดูแข็งแรงของเธอนั้นบ่งบอกว่าเธอไม่ใช่ผู้หญิงที่ยอมลงให้ใครง่ายๆ
อิศวร ซิงห์ยังคงยืนนิ่งเงียบอยู่ที่มุมห้อง ผ้าโผกหัวของเขาที่ปกติจะผูกไว้จนแน่นนั้นเริ่มจะคลายตัวออก มือของเขาที่กำกิรปานเอาไว้อยู่นั้นสั่นระริก หากเมื่อพินิจจากรูปร่างอันสูงกำยำของเขาแล้วนั้น ก็ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นชายที่สมกับผู้หญิงอย่างกุลวันท์ กอร์

เวลายังคงผ่านไปในความเงียบ ในที่สุด กุลวันท์ กอร์ก็เป็นผู้ที่ทำลายความเงียบ แต่คำพูดเดียวที่เธอเอ่ยออกมาได้นั้นก็คือ “อิศวรที่รัก” อิศวร ซิงห์หันหน้ามาทางกุลวันท์ กอร์ แต่เขาก็ไม่อาจที่จะทนเปลวไฟอันรุ่มร้อนในดวงตาอันแสนคมของเธอได้ จึงเบือนหน้าหนีไปทางอื่น “อิศวรที่รัก” กุลวันท์ตวาดเสียงแหลมแต่ก็พยายามรีบปรับน้ำเสียงให้อ่อนลงในทันที “สองสามวันนี้คุณไปอยู่ที่ไหนมาหรือ”

“ฉันก็ไม่รู้” อิศวรแลบลิ้นออกมาเลียริมฝีปากอันแห้งผาก

“นี่คือคำตอบแล้วหรือ?” กุลวันท์ถามด้วยน้ำเสียงโกรธเกรี้ยว

อิศวร ซิงห์ทิ้งกิรปานลงกับพื้น จากนั้นก็ล้มตัวลงนอนแผ่บนที่นอน ดูราวกับว่าเขาไม่สบายมาหลายวันแล้ว กุลวันท์ กอร์จ้องมองเตียงที่ตอนนี้อิศวร ซิงห์นอนแผ่หลาจนเต็มเหยียดและก็รู้สึกสงสารเขา “มีอะไรหรือ ที่รัก” เธอถามเขาอย่างรักใคร่ขณะที่ใช้ฝ่ามือจับหน้าผากของอิศวร ซิงห์

อิศวร ซิงห์ที่กำลังจดจ้องอยู่กับฝ้าเพดาน หันมามองกุลวันท์ กอร์และสัมผัสใบหน้าอันแสนคุ้นเคยของเธออย่างนุ่มนวล “กุลวันท์” เสียงของเขาเปี่ยมไปด้วยความปวดร้าว กุลวันท์ กอร์กอดเขาไว้แน่น กัดริมฝีปากของเขา แล้วพูดว่า “อะไรจ๊ะ ที่รัก?”

อิศวร ซิงห์ปลดผ้าโพกหัวออก จ้องมองกุลวันท์ กอร์ราวกับจะร้องขอความช่วยเหลือ เขาตบสะโพกผายของเธอ เขาส่ายหัวไปมาราวกับจะพูดพึมพำกับตัวเอง “ไอ้ห่า..ฉันจะบ้าแล้ว” มุ่นผมยาวของเขาสยายออกขณะที่เขาส่ายหัว

กุลวันท์ กอร์ใช้นิ้วมือสางผมของเขาพร้อมกับถามอย่างรักใคร่ว่า “อิศวรที่รัก สองสามวันนี้คุณไปอยู่ไหนมาหรือ”

“อยู่ที่ซ่อง” อิศวรตอบพร้อมกับบีบเคล้นเนินนมของเธอด้วยกำหนัด “ฉันสาบานต่อหน้าวาเหกูรู ว่าเธอนี่เป็นยอดหญิงจริงๆ”

กุลวันท์ กอร์ทำเป็นงับมือเขาให้เขาชักมือออกไป แล้วจึงถามย้ำว่า “สาบานได้ไหมว่าคุณจะบอกฉันว่าคุณไปอยู่ไหนมา เข้าไปในเมืองมาหรือ?”

“เปล่า” อิศวรตอบพร้อมกับมุ่นผมให้เป็นมวย

“คุณเข้าไปในเมืองมาแน่ๆ นี่ปล้นเงินมาได้มากมาย แล้วจะไม่บอกกันบ้างเลยหรือ?” กุลวันท์ กอร์หงุดหงิดกับเขานัก


“ถ้าฉันโกหกเธอ ฉันก็คงจะไม่ใช่ลูกพ่อ”

กุลวันท์ กอร์สงบปากสงบคำไปชั่วครู่ จากนั้นเธอก็เริ่มส่งเสียงโวยวาย “แต่ฉันไม่เข้าใจว่า เกิดอะไรขึ้นกับคุณในคืนนั้น คุณนอนกับฉันอยู่ดีๆ แล้วก็ให้ฉันสวมเครื่องเพชรที่คุณปล้นมาได้เมื่อคืนก่อนหน้า คุณพรมจูบฉันไปทั่ว จากนั้นฉันก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับคุณ คุณลุกขึ้นสวมเสื้อผ้าแล้วก็ออกไป”

ใบหน้าของอิศวร ซิงห์ซีดเผือด กุลวันท์ กอร์ก็สังเกตเห็นได้ทันที “เห็นไหม อิศวรที่รัก ฉันสาบานต่อวาเหกูรู ฉันได้กลิ่นไม่ดีแล้ว”

ฉันสาบานว่าไม่มีอะไรทั้งนั้น” น้ำเสียงของอิศวร ซิงห์นั้นดูเหมือนไร้ชีวิต ในตอนนี้กุลวันท์ กอร์ก็ยิ่งทวีความสงสัย เธอเกร็งริมฝีปากและเน้นคำทุกคำที่เธอพูด “เกิดอะไรขึ้นกับคุณ อิศวรที่รัก? คุณไม่ใช่คนๆ เดียวกับเมื่อแปดวันก่อน”

อิศวร ซิงห์พลุ่งตัวขึ้นจากเตียงราวกับถูกทำร้าย เขากอดกุลวันท์ กอร์ไว้ในวงแขนอันแข็งแรงของเขาและใช้มือลูบไล้ไปทั่วเรือนร่างของเธอ “ที่รัก ฉันยังเป็นอิศวรคนเดิม ฉันจะกอดเธอให้แน่นกระทั่งไอร้อนออกมาจากกระดูกของเธอ”

กุลวันท์ กอร์ไม่ขัดขืนแต่ก็ยังยืนกรานถามว่า “เกิดอะไรขึ้นกับคุณในคืนนั้น?”

“เย็ดแม่ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับฉัน”

“คุณจะไม่ยอมบอกฉันหรือ?”

“ฉันไม่มีอะไรจะบอก”

“ฆ่าฉันให้ตายด้วยมือคุณ ถ้าคุณโกหก”

อิศวร ซิงห์โอบคอของเธอและบดขยี้ริมฝีปากของเขากับริมฝีปากของเธอ หนวดของเขาแยงเข้าไปในรูจมูกของเธอ เธอจามออกมา และทั้งสองก็พากันหัวเราะร่วน อิศวร ซิงห์ถอดเสื้อตัวนอกออก จ้องมองกุลวันท์ กอร์ด้วยกำหนัด พร้อมเอ่ยว่า “มา มาเล่นไพ่กันเถิด”

ริมฝีปากของกุลวันท์ กอร์ชุ่มชื้นขึ้นมา เธอมองค้อนและพูดว่า “ไปตายเสียเถิด”

อิศวร ซิงห์หยิกแก้มก้นของเธอ กุลวันท์ กอร์ขยับตัวหนี “อย่าทำแบบนั้น อิศวร มันเจ็บ”

อิศวรดูดกัดริมฝีปากของเธอ ร่างของกุลวันท์ กอร์หลอมละลายราวกับไขผึ้ง เขาถอดเสื้อออกเขวี้ยงทิ้ง “มา มาแจกไพ่กันเลย”

ริมฝีปากของกุลวันท์ กอร์สั่นระริก อิศวร ซิงห์ค่อยๆ เปลื้องผ้าเธอทีละชั้นอย่างถลกหนังแพะ เขาจ้องมองร่างเปลือยเปล่าของเธอ หยิกแขนของเธอแล้วเอ่ยว่า “ฉันสาบานต่อวาเหกูรู เธอนี่มันยอดหญิงจริงๆ”

กุลวันท์ กอร์มองดูรอยแดงที่แขนซ้ายตรงที่เขาหยิก “คุณนี่ใจร้ายจัง อิศวรที่รัก”

อิศวรยิ้มกริ่มอยู่ใต้เคราดำหนา “งั้นก็ลองดูกันว่าฉันจะร้ายได้แค่ไหน” เขาปลดปล่อยความร้ายกาจของเขาด้วยจุมพิตที่ริมฝีปากและขบกัดใบหูของเธอ เขาเคล้นคลึงหน้าอกของเธอ ใช้ฝ่ามือฟาดแก้มก้นจนแดง ประทับรอบจูบที่แก้มทั้งสองข้าง และดูดหัวนมของเธอจนชุ่มชื้น ร่างของกุลวันท์ กอร์เริ่มเดือดพล่านราวกับกาน้ำร้อนบนเตาระอุ ถึงแม้ว่าจะโหมโรงกันมาเสียขนาดนั้น อิศวร ซิงห์ก็ไม่สามารถปลุกให้มันลุกขึ้นมาได้ เช่นเดียวกับนักมวยปล้ำมากประสบการณ์ เขาพยายามออกลูกไม้ทั้งมวลที่ร่ำเรียนมา แต่สุดท้ายก็ยังไม่ประสบผล กุลวันท์ กอร์ผู้ซึ่งอารมณ์กำหนัดพลุ่งพล่านจนถึงขีดสุดเริ่มที่จะหงุดหงิดกับการออกลีลาที่ไม่จำเป็น “อิศวรที่รัก พอเถิด แบไต๋ได้แล้ว” เธอครวญคราง

ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้นมันราวกับอิศวร ซิงห์ได้ทิ้งไพ่ของเขาไปจนหมดหน้าตัก เขาปล่อยมือจากตัวเธอแล้วล้มลงนอนหอบข้างกุลวันท์ กอร์ หน้าผากของเขาชุ่มเหงื่อ กุลวันท์ กอร์พยายามปลุกให้อวัยวะของเขาตื่นแต่ก็ดูจะไม่เป็นผล ทั้งผิดหวังทั้งโกรธเกรี้ยว กุลวันท์ กอร์ลุกขึ้นจากที่นอน หยิบผ้าคลุมที่แขวนไว้กับตะปูที่ฝาบ้านมาพันกาย รูจมูกของเธอขยายกว้าง เธอพูดอย่างกราดเกรี้ยวว่า “อิศวรที่รัก ใครคืออีกะหรี่ที่เธอไปอยู่ด้วยมาตลอดสามสี่วันนี้ ใครกันที่ดูดพลังชีวิตคุณไปจนแห้งเหือด”

อิศวรนอนนิ่งอยู่บนเตียงโดยไม่พูดอะไร กุลวันท์ กอร์ยังคงขุดเค้นต่อไป “ฉันถามว่าอีกะหรี่คนนั้นมันเป็นใคร?”

“ไม่มีใครทั้งนั้น ไม่มีใคร กุลวันท์” เสียงของอิศวร ซิงห์ฟังเหนื่อยล้า

กุลวัน กอร์เอามือเท้าสะโพกที่ผายกว้างของเธอและพูดด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยวว่า “อิศวรที่รัก ฉันจะต้องรู้ความจริงให้ได้ สาบานต่อวาเหกูรู มีผู้หญิงคนอื่นอีกไหม?”

อิศวร ซิงห์ส่ายหน้าด้วยความเศร้าสร้อยแต่ก็เป็นการยืนยันคำตอบเดิม

กุลวันท์ กอร์เกิดบ้าคลั่งขึ้นมา เธอหยิบกิรปานขึ้นมาจากพื้นแล้วดึงปลอกของมันออกเช่นเดียวกับปอกกล้วย และแทงมันลงไปที่ลำคอของอิศวร ซิงห์

เลือดไหลทะลักออกจากลำคอของอิศวร ซิงห์ กุลวันท์ กอร์ยังคงกระหน่ำแทงเขาพร้อมกับด่าทอผู้หญิงคนนั้น “พอเถิด กุลวันท์ พอเถิด” อิศวร์ ซิงห์พูดด้วยเสียงที่แผ่วเบาลง น้ำเสียงของเขาแฝงด้วยความเศร้าลึก กุลวันท์ กอร์ยั้งมือและถอยตัวออกมา

เลือดพุ่งทะลักออกมาจากลำคอเปื้อนหนวดเคราของอิศวร ซิงห์ เขาจ้องมองกุลวันท์ กอร์ด้วยความรู้สึกที่ปนเประหว่างขอบคุณและต่อต้าน “ที่รัก เธอหุนหันเกินไป แต่มันก็ดีแล้ว”

อารมณ์หึงหวงอันอัดเน้นของกุลวันท์ กอร์ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง “มันเป็นใครกัน? เย็ดแม่ตัวเองหรือ?”

เลือดบางส่วนได้ตกเข้าไปในปากของอิศวร ซิงห์ เมื่อเขาได้ลิ้มรสมัน ร่างของเขาสั่นสะท้านไปทั้งตัว “และฉัน….และฉัน….ก็ปลิดชีวิตคนหกคนด้วยมีดเล่มเดียวกันนี้”


“ฉันถามว่าอีกะหรี่คนนั้นเป็นใคร” ในหัวของกุลวันท์ กอร์นั้นไม่มีเรื่องอื่น

ดวงตาอันไร้ชีวิตชีวาของอิศวร ซิงห์ดูเหมือนจะมีแววขึ้นมาชั่วหนึ่ง “อย่าสาปแช่งเธอเลย”

“มันเป็นใคร?” กุลวันท์ กอร์แผดเสียง

“ฉันจะบอกเธอ” เสียงของอิศวร ซิงห์ขาดเป็นช่วงๆ เขาใช้มือคลำที่คอของเขา สัมผัสเลือด แล้วก็ยิ้ม “มนุษย์เรานี่แปลกดี”

“เข้าเรื่องสักที” กุลวันท์ กอร์ที่โกรธเกรี้ยวกำลังเฝ้ารอคำตอบ

อิศวร ซิงห์ยิ้มกว้างภายใต้เคราหนาที่โชกเลือด “ฉันจะเข้าเรื่องแล้ว เธอเล่นปาดคอฉัน ฉันคงเล่าได้แค่ช้าๆ” เหงื่อกาฬไหลย้อยลงมาจากหน้าผากของเขาขณะที่เริ่มเล่าเรื่อง

“กุลวันท์ ยอดชีวีของฉัน ฉันไม่รู้จะเริ่มเล่าอย่างไรถึงสิ่งที่เกิดกับฉัน วันที่มีเรื่องในเมือง ฉันก็เข้าร่วมด้วยเช่นเดียวกับคนอื่นๆ ฉันให้ของที่ขโมยมากับเธอแต่ฉันไม่ได้เล่าให้เธอฟังเรื่องหนึ่ง”

อิศวร ซิงห์ร้องครางด้วยความเจ็บปวด กุลวันท์ กอร์ไม่มีความรู้สึกใดให้แก่เขาและก็ไม่ได้สนใจในความทรมานที่เขากำลังประสบ “เรื่องอะไร”

อิศวร ซิงห์พยายามเป่าคราบเลือดที่เริ่มจับตัวกันที่หนวดเคราของเขาให้ออกไป แล้วจึงเล่าต่อว่า “ บ้านหลังที่ฉันเข้าไปปล้นนั้นมีคนอาศัยอยู่เจ็ดคน ฉันฆ่าไปเสียหกคนด้วยมีดเล่มเดียวกันกับที่เธอใช้แทงฉัน แล้วก็มีเด็กผู้หญิงหน้าตาสวยอีกคนหนึ่ง ฉันเอาตัวเธอมาด้วย”

กุลวันท์ กอร์ตั้งใจฟังอย่างเต็มที่ อิศวรพยายามเป่าคราบเลือดออกจากหนวดของเขาอีกครั้ง “กุลวันท์ที่รัก ฉันบรรยายไม่ถูกเลยว่าเธอเป็นเด็กผู้หญิงที่สวยเพียงไร ฉันจะฆ่าเธอเสียก็ได้ แต่ฉันก็บอกกับตัวเองว่า ไม่ อิศวร แกมีความสุขกับกุลวันท์อยู่ทุกคืนแล้ว หัดลองชิมรสชาติอื่นดูเสียบ้าง”

“โอ้” กุลวันท์ กอร์พึมพำ

“ฉันอุ้มเอาตัวเธอพาดบ่าแล้วก็ออกมา ระหว่างทาง….ฉันพูดว่าอะไรนะ….อ้า ใช่….ระหว่างทาง ตรงที่ริมแม่น้ำ ฉันวางตัวเธอลงข้างพุ่มไม้ ตอนแรกฉันคิดว่าจะเล่นแจกไพ่สักหน่อย แต่ก็ตัดสินว่าไม่ทำดีกว่า…” คอของอิงศวร ซิงห์นั้นเริ่มแห้งผาก

“แล้วอะไรต่อ” กุลวันท์ กอร์กล้ำกลืนถาม

“ฉันก็แบไต๋…แต่…แต่…” เสียงของอิศวร ซิงห์นั้นแผ่วเบาดั่งเสียงกระซิบ

“แล้วเกิดอะไรขึ้น?” กุลวันท์ กอร์เขย่าตัวเขา

อิศวร ซิงห์ลืมตาอันอ่อนล้าและง่วงซึมของเขาขึ้นมองกุลวันท์ กอร์ผู้ซึ่งกำลังสั่นระริกไปทั้งตัว “เธอตายแล้ว กุลวันท์ เป็นซากศพ….ก้อนเนื้อเย็น…เย็น…เหมือนน้ำแข็ง….ที่รัก…..จับมือฉันไว้หน่อย”

กุลวันท์ กอร์ยกมือของเธอขึ้นกุมมือของเขา แต่ตอนนี้นั้นมือของเขาเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “การพัฒนาความเชี่ยวชาญเอเชียใต้ศึกษา South Asian Experts”

ที่ได้รับทุนสนับสนุนโครงการจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

Footnotes :

[1] Saadat Hasan Manto (سعادت حسن منٹو )

[2] กิรปาน (ਕਿਰਪਾਨ – Kirpan) – ดาบสั้นหรือมีดสั้น ไว้ป้องกันตนเอง ปัญจกการ์ (Pañj Kakār) คือ 5 สิ่งที่ชาวซิกข์ต้องมีติดตัวตลอดเวลา คือ เกศ หรือ เกศา (Kesh) – ผมที่ไม่ถูกตัด} กังฆา หรือ กังค่า (Kangha) – หวีไม้สำหรับหวีผม, กรา หรือ การ่า (Kara) – กำไลโลหะ, กฉา หรือ กาแชร่า (Kachera) – กางเกงขาสั้นทำจากฝ้ายใส่เป็นกางเกงชั้นใน และ กิรปาน (Kirpan) – ดาบสั้นหรือมีดสั้น ไว้ป้องกันตนเอง

Leave a comment

Your email address will not be published.